พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ
พระเชตวันเมืองสาวัตถี ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้ามีพระประสงค์จะทรงปลีกพระองค์
หลีกเร้นอยู่พระองค์เดียวตลอด 3 เดือน รับสั่งว่าอย่าให้ผู้ใดเข้าไปเฝ้าพระองค์
ยกเวันแต่เฉพาะภิกษุที่นำอาหารเข้าไปไปถวายรูปเดียวเท่านั้น
เมื่อภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปเฝ้าเลย
นอกจากภิกษุผู้นำอาหารไปถวายเพียงรูปเดียว แต่คณะสงฆ์ในเมืองสาวัตถี
ได้ตั้งเป็นกฎไว้ว่า “พระพุทธองค์ทรงหลีกเร้นอยู่ 3 เดือน ไม่ทรงให้ใครเข้าเฝ้า
นอกจากภิกษุผู้นำอาหารเข้าไปเพียงรูปเดียว
ถ้าภิกษุรูปใดเข้าไปต้องปรับอาบัติปาจิตตีย์” กติกานี้รู้กันอยู่ทั่วไป
ต่อมา พระอุปเสนวังคันตบุตร กับหมู่ภิกษุเดินทางมาเมืองสาวัตถี
ไม่ทราบกติกานี้ จึงตรงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
หลังจากพระพุทธองค์ทรงปราศรัยตามพุทธประเพณีแล้ว ทรงพอพระทัยที่ทรงทราบว่า
ภิกษุสานุศิษย์ของพระอุปเสน ทรงผ้าบังสุกุลตามพระอุปัชฌาย์ ด้วยพระอุปเสนท่านทรงผ้าบังสุกุล
จึงตั้งกฎว่าผู้ที่จะบวชเป็นศิษย์ของท่าน จะต้องนุ่งห่มผ้าบังสุกุลด้วย
จึงจะยอมบวชให้
พระพุทธองค์ทรงประทานสาธุการว่า
“ดีแล้ว...ดีแล้ว...อุปเสน เธอแนะนำบริษัทได้ดีจริง ๆ
เออ...ก็เธอรู้กติกาของสงฆ์ในนครสาวัตถีไหม อุปเสน ? ”
“ไม่ทราบเกล้า ฯ พระพุทธเจ้าข้า”
“อุปเสน ! สงฆ์ในนครสาวัตถีนี้
ได้ตั้งกติกากันไว้ว่าไม่ให้พระรูปใดไปหาเรานอกจากพระที่นำอาหารรูปเดียวภิกษุใดฝ่าฝืนปรับอาบัติปาจิตตีย์”
พระอุปเสนกราบทูลว่า
“แม้ว่าสงฆ์ในนครสาวัตถีจะตั้งกติกาไว้ก็ตาม แต่พวกข้าพระพุทธเจ้า
จะไม่แต่งตั้งสิกขาบท ที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติไว้ และจะไม่เพิกถอนสิกขาบท
ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว
จะสมาทานประพฤติปฏิบัติอยู่ในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้เท่านั้น”
ดีแล้ว...ดีแล้ว...อุปเสน ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่เรายังมิได้บัญญติและไม่ควรเพิกถอนสิกขาบท
ที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบท ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว
เราอนุญาตให้พวกภิกษุที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
และทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้ามาหาเราได้ตามสะดวก”
เมื่อพระอุปเสนกลับออกมา
พวกภิกษุเจ้าถิ่นที่รออยู่ที่ประตูพระวิหาร คอยจะปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่พระอุปเสน
ครั้นพระอุปเสนเล่าความที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ผู้ที่ไม่ตั้งกฎขึ้นใหม่
ภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้น ก็พากันเห็นจริงตามพระอุปเสน
ครั้นทราบว่าพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ภิกษุที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ต่างก็พร้อมใจกันสมาทานอารัญญิกธุดงค์
บิณฑปาติกธุดงค์ และบังสุกูลิกธุดงค์ โดยพร้อมเพรียงกัน
ขยายความ ภิกษุทุกวันนี้
ชอบทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สั่ง ชอบล้มล้างในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
เช่นใช้จีวรไม่มีขันธ์ ไม่ฉันเนื้อและปลา เป็นต้น ล้วนแต่ตั้งตัวเป็นศาสดาใหม่
แต่ใช้ชื่อเก่า เพื่อหวังให้ชาวบ้านเลื่อมใส
สิ่งเหล่านี้ก็คือมาดใหม่ที่ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น