วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

วิธีดับทุกข์ได้ที่นี่เดี๋ยวนี้

     พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตะวัน พระนคร สาวัตถี ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
     “ภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุม แห่ง มหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะว่าความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ
     ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้างในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัดหลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
     เพราะเหตุว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับย่อมรวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน
     ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นไม่ได้เลย
     ภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ โดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
     เพราะร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ
     แต่ว่า ตถาคตเรียกร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ทั้งกลางคืนและทั้งกลางวัน
     ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมใส่ใจด้วยดีโดยแยบคาย ถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิต ที่ตถาคตกล่าวมาแล้วนั้นว่า เพราะเหตุดังนี้

                      เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
           เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

     เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนา
     เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาดับไป สุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงดับจึงสงบไป
     เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุขเวทนาขึ้น
     เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัย แห่งทุกขเวทนานั้นดับไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป
     เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งเวทนา ที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น
     เพราะสัมผัสอันเป็นปัจจัย แห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นดับไป อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่ง อทุกขมสุขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป
     ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม้สองอันครูดสีกัน จึงเกิดไออุ่น เกิดความร้อน แต่ถ้าแยกไม้ทั้งสองอันนั้นแหละ ออกเสียจากกัน ไออุ่นซึ่งเกิดจากการครูดสีกันนั้น ก็ดับไป สงบไป แม้ฉันใด
     ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัย แห่งสุขเวทนานั้นดับไป สุขเวทนาที่เกิดเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป
     เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งทุขเวทนา จึงเกิดทุขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัย แห่งทุกขเวทนานั้นดับไป ทุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป
     เพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นปัจจัยแห่งเวทนา ที่มิใช่ทุกข์ มิใช่สุข จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น เพราะสัมผัสอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้น ดับไปอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนาจึงดับ จึงสงบไป ฉันนั้นเหมือนกัน
     ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในผัสสะ ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขาร ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ
     เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว และย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอืนเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล”

ขยายความ ความย่อของพระสูตรนี้ มีอยู่ว่า ในร่างกายของทุกคน ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ท่านเรียกว่ามหาภูตทั้ง 4 ผู้ที่มิได้ศึกษาหรือได้ฟังคำสั่งสอนของพระอริยะจึงไม่รู้ความจริง ว่าที่จริง่างกายของคนเรานี้เกิดขึ้นจากส่วนประกอบต่าง ๆ
     เมื่อมีเกิดขึ้นก็มีการเสื่อมสลาย และมีการแตกดับคือตายในที่สุด ผู้ที่ไม่เคยฟังเรื่องความจริงของชีวิต ก็จะไม่เบื่อหน่าย ไม่คลายกำหนัด ไม่คิดจะสลัดออกไป มีแต่รวบรัดเอาเข้าไว้ด้วยความอยาก (ตัณหา) และความลุ่มหลง (โมหะ)
     พร้อมทั้งยึดมั่น ถือมั่นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราไม่มีการเบื่อหน่าย หรือคิดสละออกไป ชาติแล้วชาติเล่าจนนับไม่ถ้วน
     แท้ที่จริง จิต มโนหรือวิญญาณ (คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์,สภาพที่นึกคิด) มันเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา เกิดและดับอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ที่ไม่เคยฝึกจิต จะรู้ได้ยากหรือไม่รู้เลยว่าจิตนี้เกิดและดับอย่างไร
     สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งดีและไม่ดี ย่อมเกิดจากส่วนประกอบ หรืออาศัยกันเกิดขึ้นที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุทปบาท” ต่างเกิดขึ้นทยอยส่งต่อ ๆ กันมา เป็นเหมือนลูกโซ่ ตราบใดที่ยังมีเหตุให้เกิดอยู่ มันก็มีการเกิดอยู่เรื่อยไป เมื่อเหตุดับหรือไม่มี ผลคือลูกโซ่ห่วงที่สองก็ไม่มี
     ท่านยกตัวอย่าง “ผัสสะ” คือการกระทบ ต่อมาก็เกิด “เวทนา” คือความรู้สึก ถ้าเป็นฝ่ายที่ชอบใจ ก็เรียกว่า “สุขเวทนา” ถ้าเกิดไม่ชอบใจก็เรียกว่า “ทุกขเวทนา” หรือจะชอบก็ไม่ใช่ จะชังก็ไม่เชิงคือเฉย ๆ ก็เรียกว่า “อทุกขมสุขเวทนา
     รวมความว่า จิตของคนเราโดยทั่วไป จะมีอาการสามอย่าง คือ ชอบ ชัง และเฉย
     ในเวทนาสามอย่างนี้ สิ่งที่ก่อให้เกิดชอบและชัง มีบทบทในชีวิตของคนเรามากที่สุด คือสิ่งที่ชอบใจก็อยากได้ แสวงหา ไฝ่หา เมื่อหาไม่ได้ก็ทุกข์ใจ เมื่อหามาได้ก็หลงใหล ผูกพัน หวงแหน เกรงว่าจะสูญหายไป เมื่อสูญหายหรือพลัดพรากไปก็ทุกข์ทรมาน
     สิ่งที่ชัง ไม่ต้องการ เมื่อพบหรือได้มา ก็เป็นทุกข์อยากหนี อยากทิ้ง อยากทำลาย เมื่อทำไม่ได้อย่างใจก็ทุกข์ทรมานใจ
     รวมความว่า ทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ก็เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งสิ้น ผู้รู้จริงเห็นจริง จึงไม่ยึดถือผูกพัน เมื่อไม่ยึดถือผูกพันความทุกข์ก็เกิดไม่ได้ คนเราก็เป็นอิสระ
     ประตูหรือทาง ที่จะให้คนเราเกิดความชอบ ชัง หรือเฉย มีอยู่ 6 ทาง คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
     ยกตัวอย่างทางตา เมื่อตาเห็นรูป จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ อะไรก็ตาม ต้องมี “สติ” และ “สัมปชัญญะ” คือระลึกได้และรู้ตัวอยู่ทุกขณะ ความชอบหรือความชังก็เกิดไม่ได้ ก็กลายเป็น “อุเบกขา” คือความวางเฉยในสิ่งที่มากระทบ
     ท่านเปรียบเหมือนไม้แห้งสองอัน เมื่อนำมาเสียดสีกันนาน ๆ ก็เกิดความร้อนและเป็นไฟในที่สุด ถ้าแยกไม้แห้งออกจากกัน ความร้อนหรือไฟก็เกิดไม่ได้
     ขณะที่ตากระทบกับรูป ที่เรียกว่า “จักขุสัมผัส” ถ้าสติความระลึกได้และสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวมาทัน ก็เท่ากับเป็นชนวนกั้นระหว่างตากับรูป ไม่ให้กระทบกัน ความชอบหรือชังก็เกิดไม่ได้ ส่วนที่เป็น “สังขาร” คือการปรุงแต่งก็ไม่มีนั่นก็คือตัดต้นเหตุของเวทนาที่ตัวผัสสะออกได้
     พระสูตรนี้ เปรียบประดุจสูตรสำเร็จ ที่ปฏิบัติทันทีได้รับผลทันที ไม่ต้องรอวันหน้าหรือชาติหน้า ไม่ต้องแยกรูปแจกนามให้เวียนหัว
     ใคร่ขอให้ท่านที่สนใจธรรมประเภทดับที่นี่และเดี๋ยวนี้ ได้โปรดอ่านพระสูตรนี้ช้า ๆ สักสองหรือสามเที่ยว พอเข้าใจความมุ่งหมายแล้ว ลองเอาไปทำดู แล้วท่านจะประหลาดใจ ว่าสัจจธรรมของพระพุทธองค์นี้ เป็น “สันทิฎฐิโก” คือผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง และเป็น “ปัจจัตตัง” คือผู้ปฏิบัติจะพึงรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น
     การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน โปรดอย่าลืมสูตรของพระพุทธองค์ที่ว่า
เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนั้นจึงมี
      เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี

     ผลทุกอย่างย่อมเกิดมาจากเหตุ เหตุดีผลก็คือความสุข เหตุชั่วผลก็คือความทุกข์ การดับทุกข์ก็จะต้องสาวเข้าไปหา ให้พบต้นเหตุของทุกข์ที่แท้จริงก่อน การแก้ทุกข์จะไม่ยากเลย ถ้าเราตั้งใจแก้จริง และแก้ถูกจุดของปัญหา
     ผู้จัดทำอยากท้าให้ทุกท่าน ที่มีปัญหาชีวิต ได้ลองนำเอาอุบาย จากพระสูตรนี้ไปปฏิบัติดู เพราะเห็นว่าง่าย และได้ผลทันทีที่ปฏิบัติ





วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เทวฑูตในโลกมนุษย์

        พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตะวัน พระนครสาวัตถี ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องเทวทูตที่ปรากฏในโลกมนุษย์ พอที่จะสรุปเป็นใจความได้ว่า
     เปรียบเหมือนมีเรือน 2 หลังอยู่ใกล้กัน มีประตูเรือนละช่องตรงกัน มีคนสายตาดียืนอยู่ในระหว่างเรือน 2 หลังนั้น ได้เห็นคนในเรือนทั้งสอง เดินไปมาไม่ขาด
     พระพุทธองค์ก็เช่นเดียวกัน ทรงเห็นหมู่สัตว์โลกที่ตายและเกิด อยู่ทุกขณะทั้งที่เลวและประณีต ได้ดีหรือตกยาก ด้วยทิพย์จักษุ (ตาทิพย์) เหมือนคนตาดีมองเห็นคนในบ้านสองหลังเดินเข้าเดินออกฉะนั้น
     ในบรรดาเหล่าสัตว์โลกที่ทรงเห็นนี้ ย่อมมีทั้งผู้ที่ทำกรรมดี คือเคยประกอบแต่กุศลกรรมที่เป็นไปทางกาย วาจา และใจก็มี ที่เคยประกอบกรรมชั่วด้วยกาย วาจาและใจก็มี กำลังได้รับผลของกรรมนั้น ๆ อยู่
     เฉพาะผู้ที่ทำแต่กรรมชั่วนั้น เมื่อตายไปนายนิรยบาล จะจับแขนไปส่งแก่พระยายม พร้อมทั้งรายงานว่า
     “ข้าแต่พระองค์ คนนี้ไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ในสมณะไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ขอพระองค์จงลงโทษแก่เขาเถิด”
     พระยายมจะปลอบโยน เอาใจ  และไต่ถามถึงเทวทูตที่หนึ่ง แก่เขาว่า
     “พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเทวทูตที่หนึ่ง ที่มีอยู่ในโลกมนุษย์บ้างเลยหรือ?
     “ไม่เคยเห็นพระเจ้าข้า”
     “พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเด็กอ่อนนอนแบเบาะ เนื้อตัวเปื้อนด้วยอุจจาระและปัสสาวะของตน ในหมู่มนุษย์บ้างเลยหรือ ?
     “เคยเห็นเจ้าข้า”
     “พ่อมหาจำเริญ พ่อนั้นโตรู้ความแล้ว มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความคิดดังนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้ (จะต้องเกิดอีก) ควรที่จะทำความดีทางกาย วาจาและใจ”
     “ไม่เคยคิดพระเจ้าข้า เพราะมัวประมาทเสียเจ้าข้า”
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่ได้ทำความดีด้วยกาย วาจาและใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจะลงโทษพ่อ เพราะเหตุที่ประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดา ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหายทำให้ ไม่ใช่สมณะหรือเทวดาทำให้ ที่แท้ตัวพ่อนั่นแหละทำไว้เอง และตัวพ่อนั่นแหละก็จะได้รับผลของกรรมนั้น"
     เมื่อพระยายมได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่หนึ่งแล้ว ก็ได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่สองในโลกมนุษย์ต่อไปว่า
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเทวทูตที่สอง ในโลกมนุษย์บ้างเลยหรือ?"
     “ไม่เคยเห็นพระเจ้าข้า”
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นหญิงหรือชาย มีอายุ 80 ปี 90 ปี หรือ 100 ปี เป็นคนแก่ซี่โครงคด หลังงอ ถือไม้เท้า งกเงิ่นเดินไป กระสับกระส่าย ล่วงวัยหนุ่มสาว ฟันหัก ผมหงอก หนังย่น ศรีษะล้าน เหี่ยว ตัวตกกระ ในหมู่มนุษย์บ้างเลยหรือ?"
     "เคยเห็นเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อนั้นโตรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว เคยมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราก็ต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ควรที่เราจะรีบทำความดีทางกาย วาจา และใจ"
     "ไม่เคยคิดเลยเจ้าข้า เพราะมัวแต่ประมาทเสียเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจาและใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจะลงโทษพ่อ เพราะเหตุที่ประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาบิดา ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหายทำให้ ไม่ใช่สมณะหรือเทวดาทำให้ ที่แท้ตัวพ่อนั่นแหละทำไว้เอง และตัวพ่อนั่นแหละก็จะได้รับผลของบาปกรรมนั้น"
     เมื่อพระยายมปลอบถามถึงเทวทูตที่สองแล้วก็ได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่สามในโลกมนุษย์ต่อไปว่า
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเทวทูตที่สาม ในโลกมนุษย์บ้างเลยหรือ"
     "ไม่เคยเห็นเลยเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นหญิงหรือชาย ผู้เจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน เป็นไข้หนัก นอนเปื้อนอุจจาระและปัสสาวะของตน มีคนอื่นช่วยพยุงลุกนั่งลุกเดิน ในหมู่มนุษย์บ้างเลยหรือ ?"
     "เคยเห็นเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อนั้นโตรู้ความแล้ว มีสติเป็นผู้ใหญ่แล้วได้มีความคิดอย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า แม้ตัวเราแลก็ต้องมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้ ควรที่เราจะรีบทำความดีทางกาย วาจาและใจ"
     "ไม่เคยคิดเลยเจ้าข้า เพราะมัวประมาทเสียเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจาและใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจะลงโทษพ่อ เพราะเหตุที่พ่อประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาบิดา ญาติพี่น้องทำให้ หรือมิตรสหายทำให้ ไม่ใช่สมณะหรือเทวดาทำให้ ที่แท้ตัวพ่อนั่นแหละทำไว้เอง และตัวพ่อนั่นแหละ ก็จะได้รับผลของบาปกรรมนั้น"
     เมื่อพระยายมได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่สามแล้วก็ได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่สี่ในโลกมนุษย์ต่อไปว่า
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเทวทูตที่สี่ ในโลกมนุษย์บ้างเลยหรือ ?"
     "ไม่เคยเห็นเลยเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จับโจรผู้ร้าย ผู้กระทำผิดมาแล้ว ถูกตัดสินลงโทษด้วยประการต่าง ๆ จนถึงประหารชีวิตบ้างเลยหรือ ?"
     "เคยเห็นเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อนั้นโตรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ถ้ากระทำชั่วทำผิด ทำลามก ย่อมจะถูกลงโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ ชนิดปัจจุบันทันตาเห็น จะป่วยกล่าวไปไยถึงชาติหน้า ควรที่เราจะรีบทำความดีทางกาย วาจา และใจ"
     "ไม่เคยคิดเลยเจ้าข้า เพราะมัวแต่ประมาทเสียเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจาและใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจะลงโทษพ่อ เพราะเหตุที่ประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาบิดา ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหายทำให้ ไม่ใช่สมณะหรือเทวดาทำให้ ที่แท้พ่อนั่นแหละทำไว้เอง และตัวพ่อนั้นแหละก็จะได้รับผลของบาปกรรมนั้น"
     เมื่อพระยายมปลอบถามถึงเทวทูตที่สี่แล้ว ก็ได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่ห้า ในโลกมนุษย์ต่อไปว่า
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นเทวทูตที่ห้า ในโลกมนุษย์บ้างเลยหรือ ?"
     "ไม่เคยเห็นพระเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่เคยเห็นหญิงหรือชาย ที่ตายแล้ววันหนึ่ง สองวันหรือสามวัน ขึ้นพองเขียวช้ำ มีน้ำเหลืองเยิ้มในโลกมนุษย์บ้างเลยหรือ ?"
     "เคยเห็นเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อนั้นโตรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้วได้เคยมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็ต้องมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ควรที่เราจะรีบทำความดีทางกาย วาจาและใจ"
     "ไม่เคยคิดเลยเจ้าข้า เพราะมัวแต่ประมาทเสียเจ้าข้า"
     "พ่อมหาจำเริญ พ่อไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจาและใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจะลงโทษเพราะเหตุที่พ่อได้ประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแหละ ไม่ใช่มารดาบิดา ญาติพี่น้องหรือมิตรสหายทำให้ ไม่ใช่สมณะหรือเทวดาทำให้ ที่แท้ตัวพ่อเองได้ทำไว้เอง และตัวพ่อนั่นแหละก็จะได้รับผลของกรรมนั้น"
     เมื่อพยายมได้ปลอบถามถึงเทวทูตที่ห้าแล้ว ได้นิ่งอยู่ แต่เหล่านายนิรยบาลได้ตรึงผู้นั้น 5 แห่ง คือที่มือสองข้าง ที่เท้าสองข้าง ที่กลางอกหนึ่งแห่ง ด้วยตะปูเหล็กแดง สัตว์นั้นได้รับทุกข์เวทนากล้า เจ็บแสบอยู่ในนรกนั้นและยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด

    

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาสูงสุด

     ในสมัยใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ขณะที่ทรงสำเร็จสีหไสยา ณ ภายใต้ไม้สาละทั้งคู่ ปรากฏว่าไม้สาละทั้งคู่ เผด็จดอกสะพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปรายเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แม้ดอกมณฑารพอันเป็นดอกไม้ทิพย์ ก็ยังตกจากอากาศเพื่อบูชาอย่างมากมาย และดนตรีอันเป็นทิพย์ก็ประโคมอยู่ในอากาศ
      พระพุทธองค์ได้ตรัสกะพระอานนท์ ถึงการบูชาสองอย่างคือการบูชาด้วยอามิสสิ่งของ อันจัดเป็นการบูชาด้วยวัตถุ กับปฏิบัติบูชา คือการกระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ว่า
     “อานนท์ ! ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพนับถือ บูชาและนอบน้อมด้วยเครื่องสักการะ ประมาณเท่านี้หามิได้
     ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่
     ผู้นั้นแล ย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ และบูชา ตถาคต ด้วยการบูชาอย่างยอด
     เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้

ขยายความ ปัญหาเรื่องการปฏิบัติบูชา คือการปฏิบัติตามคำสั่ง และคำสอนของพระพุทธเจ้า กับอามิสบูชา คือการบำรุงศาสนา ด้วยวัตถุสิ่งของหรือปัจจัย 4 ได้แก่เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคนั้น
     นับว่าเป็นปัญหาที่ยังหาข้อยุติยาก ตราบใดที่พุทธบริษัทยังขาด ปัญญา คือความรอบรู้ในหลักธรรมคำสอนอย่างแท้จริงและรู้ตลอดสาย มิใช่เพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่งเหมือนคนตาบอดคลำช้าง
     ว่าที่จริง อามิสบูชากับปฏิบัติบูชา ต้องกอดคอไปด้วยกัน จึงจะถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสมบูรณ์ และรวดเร็วด้วย ถ้าเปรียบพุทธศาสนาเป็นต้นไม้
     อามิสบูชา ก็เปรียบเหมือนเปลือกกับกระพี้ที่ช่วยหุ้มแก่นไม้
     ปฏิบัติบูชา ก็เปรียบเหมือนแก่นของต้นไม้
     แก่นของไม้ก็ต้องอาศัยเปลือก กับกระพี้ช่วยหุ้มไว้ ถ้าไม่มีเจ้าสองสิ่งนี้ช่วยแก่นไม้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
     แก่น ไม่ว่าจะเป็นแก่นไม้ หรือแก่นศาสนา ผู้มีปัญญาย่อมต้องการตรงกัน แต่ระดับปัญญาของคนมีไม่เท่ากัน
     คนมีปัญญาน้อย ก็เห็นและทำได้ในวงแคบ และมักจะเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ เราไม่ควรจะตำหนิกัน ควรจะมีเมตตาและกรุณาต่อกัน ต่อเมื่อจิตเขาพัฒนาขึ้น รู้ว่าอะไรดีกว่าเหนือกว่า เขาจะเลิกสิ่งที่ไร้สาระเหล่านั้นไปเอง

     

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กรรมเก่า-ใหม่และวิธีดับกรรม

     ภิกษุทั้งหลาย ! เราจะแสดงกรรมทั้งกรรมเก่า กรรมใหม่และความดับกรรมพร้อมทั้งวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าว
     ภิกษุทั้งหลาย ! ก็กรรมเก่าเป็นไฉน ตาอันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา หู...จมูก...ลิ้น...กาย...ใจอันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา
     ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่ากรรมเก่า
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็กรรมใหม่เป็นไฉน กรรมที่บุคคลทำด้วย กาย วาจา และใจในบัดนี้ นี้เราเรียกว่ากรรมใหม่
     ภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิธีดับแห่งกรรมเป็นไฉน นิโรธที่ถูกต้อง วิมุติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม นี้เราเรียกว่า ความดับแห่งกรรม
     ภิกษุทั้งหลาย ! ปฏิปทาอันเป็นเครื่อง ให้ถึงความดับแห่ง
กรรมเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ 8 ประการ คือ 1. สัมมาทิฐิ 2. สัมมาสังกัปปะ 3. สัมมาวาจา 4. สัมมากัมมันตะ 5. สัมมาอาชีวะ 6. สัมมาวายามะ 7. สัมมาสติ 8. สัมมาสมาธิ
     ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม
     ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรม และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกรรม เราได้แสดงแล้วแก่พวกเธอด้วยประการดังนี้แล
     กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์แก่สาวกทั้งหลายจะพึงทำ กิจนั้นเราได้ทำแล้วเพราะอาศัยอนุเคราะห์
     ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้ นั่นเรือนร่าง เธอทั้งหลายจงพยายาม อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนใจในภายหลังเลย
     นี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย”

ขยายความ ที่ท่านว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นกรรมเก่านั้น หมายความว่าเป็นของมีมาก่อน พอเกิดขึ้นมาก็มีมาเองแล้ว
     ที่ว่าสำเร็จด้วยเจตนานั้น หมายความว่าต้องตั้งใจ จึงจะสำเร็จกิจ มีการดูด้วยตาเป็นต้น
     ที่ว่าเป็นที่ตั้งแห่งเวทนานั้น หมายความว่าเกิดชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือเฉย ๆ
     ที่ว่ากรรมใหม่นั้น ท่านระบุลงไปที่การกระทำทางกาย วาจา และใจ ที่เป็นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม อกุศลกรรม หรือเป็นกลาง ๆ ก็ตาม จัดเป็นกรรมใหม่เพราะเป็นสิ่งที่เราทำขึ้นใหม่
     ที่ว่าความดับแห่งกรรมนั้น ท่านระบุไปที่วิมุติคือความหลุดพ้น ที่เกิดทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คือต้องดับกันที่การกระทำทางกาย วาจา และใจนั่นเอง
     ที่ว่าข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม ท่านก็ระบุไปที่ อริยมรรคมีองค์ 8 ประการ
     ในท้ายสุด ทรงเตือนภิกษุมิให้ประมาท ทรงทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว ถ้าเราปลีกตนออกสู่ที่สงบสงัด มีความเพียรไม่ประมาท เราก็จะไม่เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลังอีกต่อไป
    


วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

ชีวิตอนัตตา

     สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้ อยุชฌบุรี ณ ที่นั้นแลพระพุทธองค์ทรงเปรียบชีวิต ของคนทุกชีวิตที่เกิดมาแล้ว หาตัวตนมิได้และไม่มีสาระเหมือนสิ่งไม่มีสาระ 5 ประการคือ
     1.กลุ่มฟองน้ำในแม่น้ำ ในแม่น้ำคงคานี้ มีกลุ่มฟองน้ำใหญ่ลอยมา คนตาดีที่มองเห็นกลุ่มฟองน้ำนั้น โดยแยบคายเมื่อเพ่งพิจารณาอยู่ กลุ่มฟองน้ำนั้นย่อมเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ฉันใด
     รูป (ขันธ์) ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย รูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ฉันนั้น
     2.ฟองน้ำในฤดูฝน เมื่อฝนตกลงในฤดูฝน ฟองน้ำที่เกิดจากเมล็ดฝนนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ คนตาดีย่อมมองเห็นฟองน้ำนั้น เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย ฟองน้ำนั้นก็ปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ ฉันใด
     เวทนา(ขันธ์) อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ฉันนั้น
     3.พยับแดดในฤดูร้อน เมื่อเที่ยงวันของฤดูร้อน พยับแดดย่อมเต้นระยิบระยับ คนตาดีย่อมมองเห็นพยับแดดนั้น เมื่อเพ่งพิจารณาโดยแยบคาย ย่อมเห็นพยับแดดนั้นเป็นของว่างเปล่าหาสาระในพยับแดดมิได้ ฉันใด
     สัญญา (ขันธ์) อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ เมื่อพิจารณาโดยแยบคายย่อมเห็นสัญญานั้นเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ ฉันนั้น
     4.หาแก่นในต้นกล้วย คนที่ต้องการไม้แก่น เที่ยวแสวงหาไม้แก่นอยู่ ถือมีดคมเข้าไปในป่า เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่ ต้นตรงดี จึงตัดที่โคนและปลายกล้วยแล้วจึงปอกเอากาบออก เมื่อเขาปอกเอากาบออกหมด ไม่พบแม้แต่กระพี้ในต้นกล้วยใหญ่นั้นเลย ไม่ต้องพูดถึงแก่นไม้
     เมื่อคนได้เพ่งพิจารณา ถึงกล้วยต้นนั้นโดยแยบคาย แล้วไม่พบแก่นไม้ พบแต่ความว่างเปล่า (จากแก่นไม้) ฉันใด
     สังขาร (ขันธ์) อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ เมื่อเพ่งพิจารณาสังขารนั้น โดยแยบคายแล้ว สังขารนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่าหาสาระมิได้ ฉันนั้น
     5.นักเล่นกล นักเล่นกลในที่สาธารณะ คนตาดีย่อมเห็นการเล่นกลนั้น เป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ ฉันใด
     วิญญาณ (ขันธ์) อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย วิญญาณนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ ฉันนั้น
     “ภิกษุทั้งหลาย ! อริยะสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ
     เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น...”

     

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

โลกว่างเปล่า

พระอานนท์ :
ที่เรียกว่า โลกว่างเปล่า โลกว่างเปล่า ดังนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า ?
พระพุทธเจ้า :
อานนท์ ! เพราะว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน ฉะนั้น จึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า
อะไรเล่าว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน ?
จักษุว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
รูปว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
จักษุวิญญาณว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
จักษุสัมผัสว่างเปล่าจากตน หรือของ ๆ ตน
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน  โสด...ฆาน...ชิวหา...กาย...มโน...
     ธรรมมารมณ์ว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
มโนวิญญาณว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน มโนสัมผัสว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
     อานนท์ ! เพราะว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน ฉะนั้นจึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า

ขยายความ คำว่า “ว่างเปล่า” ในที่นี้เป็นภาษาธรรม 
     การศึกษาธรรมะเพื่อความดับทุกข์ หรือต้นเหตุของความทุกข์นั้นเราจะต้องแยกภาษาโลก กับภาษาธรรมออกจากกันให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่อาจเข้าถึงแก่นของธรรมได้ ขอยกตัวอย่างเช่น
     พระพุทธองค์ตรัสว่า “อานนท์ ! เราหิวนัก เรากระหายนัก เราเมื่อยนัก จักดื่ม จักเอนหลัง...” ดังนี้ จัดเป็น ภาษาคน หรือ ภาษาโลก
     ส่วนข้อความในพระสูตรนี้ จัดเป็นภาษาธรรม คือในโลกนี้มีอะไร ๆ ทุกอย่าง และพระพุทธองค์ก็ทรงรับรองว่ามีอยู่จริง
แต่การอนุวัตรตามสิ่งเหล่านั้น เป็น “โลกีย์” เรื่องของโลก หรือสำหรับผู้ที่ยังข้องอยู่ในโลก
     ส่วนการปฏิบัติเมื่อตาเป็นต้น เห็นรูปแล้วเกิดความว่างเปล่านั้น คือว่างเปล่าจากความยึดถือ ว่าเป็นตัวตน เราเขา ที่เรียกว่า “อุปทาน” “ตัณหา” “มานะ” และ “ทิฐิ” นั่นเอง จัดเป็น “โลกุตระ”
     การศึกษาธรรมะนั้น มีศัพท์แสงเป็นภาษาพระมาก ยากที่คนไม่รู้ภาษาบาลีจะเข้าใจได้ การถามผู้รู้หรือบัณฑิต จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก การคบหากับบัณฑิตท่านจึงจัดว่าเป็นมงคลประการหนึ่ง
     ถ้าตีศัพท์ธรรมะแตก และเข้าใจความมุ่งหมายถูกต้อง การศึกษาธรรมะจึงเป็นเรื่องสนุก และจะเป็นเหตุให้ปฏิบัติไม่ผิดด้วย



วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560

สิ่งที่ทรงแสดงมาก

     พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด”
     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
     “อานนท์ ! เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
     พระอานนท์กราบทูลว่า
     “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
     อ.  “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นของธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ?
     อ.  “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
     พ.  “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
     อ.  “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
     อ.  “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นของธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั้นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ?
     อ.  “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
     พ.  “จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
     อ.  “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
     อ.  “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นของธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ?
     อ.  “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
     พ.  “ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
     อ.  “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
     อ.  “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นของธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ?
     อ.  “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
     พ.  “มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
     อ.  “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
     อ.  “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
     พ.  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นของธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา”
     อ.  “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
     พ.  “อานนท์ ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย....
     ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
     เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”

ขยายความ พระธรรมเทศนาแนวนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงมาก และผู้ฟังจบแล้วส่วนมากได้บรรลุธรรมในทันที เพราะเป็นการแสดงจากของจริง โดยจี้ลงไปแต่ละจุดจนเกิดความกระจ่างหรือเกิดความสว่างในทางจิต เช่น
     ทรงแสดงถึงตา สิ่งที่คู่กับตาคือรูป และอายตนะสิ่งที่เชื่อมระหว่างตากับรูป พร้อมทั้งวิญญาณคือความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเวทนา คือถ้าชอบก็เกิดสุขเวทนา ถ้าไม่ชอบก็เกิดทุขเวทนา ถ้าเฉย ๆ ก็เป็นอทุกขมสุขเวทนา
     ถ้าอ่านหรือฟังธรรมะ แล้วเข้าใจความในเรื่องนั้น ๆ ดี จะรู้สึกสนุก ไม่เบื่อ และเมื่อศึกษามาก ก็จะเร่งเร้าให้อยากปฏิบัติตามด้วย
     การศึกษาธรรมะทุกประเภท ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามบ้าง ต่อไปจะเกิดความเซ็ง ได้ยินใครพูดถึงธรรมะ จะเกิดความเอือมระอาทันที
     ถ้าจะไปเปรียบ การอ่าน การฟังธรรมะ เหมือนการอมถั่ว ยิ่งอมไว้มากก็มีแต่ทำให้แก้มตุ่ย แต่ไม่รู้รสของถั่ว นั่นก็คือไม่เกิดความมัน อันเกิดจากถั่วนั้น
     ส่วนผู้ที่ศึกษาธรรมะ ด้วยการอ่านหรือการฟัง แล้วนำไปปฏิบัติด้วย เปรียบเหมือนอมถั่ว (ปริยัติ) และเคี้ยวถั่ว (ปฏิบัติ)
นั้นด้วย ได้รับรสของถั่ว และได้รับประโยชน์จากถั่ว (ปฏิเวธ) ด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น
    







      


อานาปานสติสูตร (ตอนจบ)

ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้      พระเถระผู้มีนามปรากฏในพระสูตรนี้ เป็นพระเถระยุคต้นพุทธกาล เป็นเอตทัคคสาวก ในจำนวน 43 ท่าน การที่นำเอาชื่อพร...