พระอานนท์ :
ที่เรียกว่า โลกว่างเปล่า โลกว่างเปล่า ดังนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงเรียกว่า
โลกว่างเปล่า ?
พระพุทธเจ้า :
อานนท์ ! เพราะว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน ฉะนั้น จึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า
อะไรเล่าว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน ?
จักษุว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน
รูปว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน
จักษุวิญญาณว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน
จักษุสัมผัสว่างเปล่าจากตน
หรือของ ๆ ตน
สุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน
โสด...ฆาน...ชิวหา...กาย...มโน...
ธรรมมารมณ์ว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน
มโนวิญญาณว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน มโนสัมผัสว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
ก็ว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
อานนท์ ! เพราะว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน
ฉะนั้นจึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า
ขยายความ คำว่า
“ว่างเปล่า” ในที่นี้เป็นภาษาธรรม
การศึกษาธรรมะเพื่อความดับทุกข์
หรือต้นเหตุของความทุกข์นั้นเราจะต้องแยกภาษาโลก กับภาษาธรรมออกจากกันให้ได้
มิฉะนั้นจะไม่อาจเข้าถึงแก่นของธรรมได้ ขอยกตัวอย่างเช่น
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“อานนท์ ! เราหิวนัก เรากระหายนัก
เราเมื่อยนัก จักดื่ม จักเอนหลัง...” ดังนี้
จัดเป็น ภาษาคน หรือ ภาษาโลก
ส่วนข้อความในพระสูตรนี้ จัดเป็นภาษาธรรม คือในโลกนี้มีอะไร ๆ ทุกอย่าง
และพระพุทธองค์ก็ทรงรับรองว่ามีอยู่จริง
แต่การอนุวัตรตามสิ่งเหล่านั้น เป็น “โลกีย์”
เรื่องของโลก หรือสำหรับผู้ที่ยังข้องอยู่ในโลก
ส่วนการปฏิบัติเมื่อตาเป็นต้น เห็นรูปแล้วเกิดความว่างเปล่านั้น
คือว่างเปล่าจากความยึดถือ ว่าเป็นตัวตน เราเขา ที่เรียกว่า “อุปทาน” “ตัณหา”
“มานะ” และ “ทิฐิ” นั่นเอง จัดเป็น “โลกุตระ”
การศึกษาธรรมะนั้น
มีศัพท์แสงเป็นภาษาพระมาก ยากที่คนไม่รู้ภาษาบาลีจะเข้าใจได้
การถามผู้รู้หรือบัณฑิต จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก
การคบหากับบัณฑิตท่านจึงจัดว่าเป็นมงคลประการหนึ่ง
ถ้าตีศัพท์ธรรมะแตก และเข้าใจความมุ่งหมายถูกต้อง
การศึกษาธรรมะจึงเป็นเรื่องสนุก และจะเป็นเหตุให้ปฏิบัติไม่ผิดด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น