"นี่แนะแม่มัลลิกา !
นั่นพระกำลังเล่นน้ำกันอยู่มิใช่หรือ ?"
"ขอเดชะ ชะรอยพระผู้มีพระภาค
จะยังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบท หรือภิกษุเหล่านั้นจะยังไม่สันทัดในพระวินัยเป็นแน่พระพุทธเจ้าข้า"
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรำพึงว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ
พระพุทธองค์จะทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านี้เล่นน้ำ
เมื่อทรงคิดอุบายได้แล้ว
จึงรับสั่งให้นิมนต์พวกภิกษุที่เล่นน้ำมา แล้วพระราชทานน้ำอ้อยงบใหญ่
ให้ไปถวายพระพุทธองค์
เมื่อพระพุทธองค์ ได้ทรงรับงบน้ำอ้อยจากพวกภิกษุ
ที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฝากไปถวายแล้ว ทรงถามภิกษุเหล่านั้นว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ! ก็พระเจ้าแผ่นดินพบพวกเธอที่ไหนเล่า จึงได้ฝากงบน้ำอ้อยมา
? "
"ทรงพบพวกข้าพระพุทธเจ้า ขณะที่กำลังเล่นน้ำกันอยู่ ในแม่น้ำอจิรวดีพระพุทธเจ้าข้า"
ทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นเป็นอันมาก แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ภิกษุว่ายน้ำเล่น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ขยายความ
สาระเรื่องนี้ ให้แง่คิดแก่ชาวพุทธว่า
การที่ฆราวาสผู้มีจิตปราถนาดี จะคิดสั่งสอนนักบวชคือพระนั้นควรจะต้องมีอุบาย คือใช้ปัญญาพิจารณาว่า
อย่างไรจึงจะเหมาะจะควร
จะได้ไม่เกิดความเสียใจภายหลังว่า ทำดีแต่ได้ชั่ว
กล่าวคือ บางคนเห็นพระทำผิดศีลผิดธรรม แทนที่จะใช้อุบายอันประกอบไปด้วยจิตเมตตา
ก็เอาไปโพนทะนากับชาวบ้าน หรือลงหนังสือพิมพ์ไปเลย แทนที่จะเป็นการแก้
ก็กลายเป็นการประจานกันไปเลย
ดังนั้น ก่อนที่เราจะตำหนิติเตียนพระเณรนั้น
เราควรจะตั้งจิตให้มีเมตตาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่พระศาสนาก่อน การกระทำนั้น ๆ
จึงจะเป็นที่สรรเสริญของคนดี
เว็บดีมากๆ เข้ามาอ่านได้ความรู้หลากหลายทางพุทธศาสนา สาธุครับ
ตอบลบ