วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

จะสอนพระต้องมีอุบาย

     พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันเมืองสาวัตถี ครั้งนั้นพระหมู่หนึ่งกำลังเล่นน้ำในแม่น้ำอจิรวดีกันอยู่ อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่บนปราสาทชั้นบน กับพระนางมัลลิกาเทวี ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสว่า
     "นี่แนะแม่มัลลิกา ! นั่นพระกำลังเล่นน้ำกันอยู่มิใช่หรือ ?"
     "ขอเดชะ ชะรอยพระผู้มีพระภาค จะยังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบท หรือภิกษุเหล่านั้นจะยังไม่สันทัดในพระวินัยเป็นแน่พระพุทธเจ้าข้า"
     พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรำพึงว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ พระพุทธองค์จะทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านี้เล่นน้ำ
     เมื่อทรงคิดอุบายได้แล้ว จึงรับสั่งให้นิมนต์พวกภิกษุที่เล่นน้ำมา แล้วพระราชทานน้ำอ้อยงบใหญ่ ให้ไปถวายพระพุทธองค์
     เมื่อพระพุทธองค์ ได้ทรงรับงบน้ำอ้อยจากพวกภิกษุ ที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฝากไปถวายแล้ว ทรงถามภิกษุเหล่านั้นว่า
     "ภิกษุทั้งหลาย ! ก็พระเจ้าแผ่นดินพบพวกเธอที่ไหนเล่า จึงได้ฝากงบน้ำอ้อยมา ? "
     "ทรงพบพวกข้าพระพุทธเจ้า ขณะที่กำลังเล่นน้ำกันอยู่ ในแม่น้ำอจิรวดีพระพุทธเจ้าข้า"
     ทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นเป็นอันมาก แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ภิกษุว่ายน้ำเล่น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ขยายความ
     สาระเรื่องนี้ ให้แง่คิดแก่ชาวพุทธว่า การที่ฆราวาสผู้มีจิตปราถนาดี จะคิดสั่งสอนนักบวชคือพระนั้นควรจะต้องมีอุบาย คือใช้ปัญญาพิจารณาว่า อย่างไรจึงจะเหมาะจะควร
     จะได้ไม่เกิดความเสียใจภายหลังว่า ทำดีแต่ได้ชั่ว กล่าวคือ บางคนเห็นพระทำผิดศีลผิดธรรม แทนที่จะใช้อุบายอันประกอบไปด้วยจิตเมตตา ก็เอาไปโพนทะนากับชาวบ้าน หรือลงหนังสือพิมพ์ไปเลย แทนที่จะเป็นการแก้ ก็กลายเป็นการประจานกันไปเลย
     ดังนั้น ก่อนที่เราจะตำหนิติเตียนพระเณรนั้น เราควรจะตั้งจิตให้มีเมตตาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่พระศาสนาก่อน การกระทำนั้น ๆ จึงจะเป็นที่สรรเสริญของคนดี


   

1 ความคิดเห็น:

  1. เว็บดีมากๆ เข้ามาอ่านได้ความรู้หลากหลายทางพุทธศาสนา สาธุครับ

    ตอบลบ

อานาปานสติสูตร (ตอนจบ)

ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้      พระเถระผู้มีนามปรากฏในพระสูตรนี้ เป็นพระเถระยุคต้นพุทธกาล เป็นเอตทัคคสาวก ในจำนวน 43 ท่าน การที่นำเอาชื่อพร...