วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระไม่รู้จักพระ

     พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกพระองค์เดียว ไปยังมคธชนบท ทรงแวะยังกรุงราชคฤห์เสด็จเข้าไปหานายภัคควะ ซึ่งเป็นนายช่างปั้นหม้อขาย ทรงขอพักในโรงปั้นหม้อสักคืนหนึ่ง ซึ่งนายภัคควะก็ยินดี แต่ในโรงปั้นหม้อนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งพักอยู่ก่อน ถ้าท่านอนุญาตก็นิมนต์พักเถิด
     ภิกษุที่มาพักอยู่มีชื่อว่า “ปุกกุสาติ” ท่านเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส จึงออกบวชมุ่งอุทิศพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธา แต่ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปที่โรงปั้นหม้อ จึงตรัสกะท่านปุกกุสาติว่า
     “ภิกษุ ! ถ้าไม่เป็นความหนักใจแก่ท่าน เราจะขอพักในโรงปั้นหม้อสักคืนเถิด”
     ท่านปุกกุสาติตอบว่า
     “ท่านผู้มีอายุ โรงของช่างหม้อกว้างขวาง นิมนต์ท่านผู้มีอายุพักตามสบายเถิด”
     พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปภายใน ทรงลาดหญ้าเป็นที่ประทับส่วนหนึ่ง ประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติเฉพาะหน้า ทรงประทับนั่งอยู่จนดึกแม้ท่านพระปุกกุสาติก็นั่งสมาธิจนดึกเช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงดำริว่า ท่านผู้นี้ประพฤติน่าเลื่อมใสหนอ เราควรจะถามดูบ้าง จึงตรัสถามขึ้นว่า
     “ภิกษุ ! ท่านบวชอุทิศใคร หรือว่าใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?
     ท่านปุกกุสาติตอบว่า
     “ท่านผู้มีอายุ มี พระสมณโคดมผู้ศากยบุตร เสด็จออกผนวชแล้ว ก็พระสมณโคดมผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ...เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมดังนี้ ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของท่าน”
     “ภิกษุ ! ก็เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่ไหน ?
     “ทรงประทับอยู่ที่นครสาวัตถี ผู้มีอายุ”
     “ภิกษุ ! ก็ท่านเคยเห็นพระองค์แล้วหรือ ?
     “ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น และไม่เคยรู้จักเลย ท่านผู้มีอายุ”
     พระพุทธองค์มีพระดำริว่า กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา ฉะนั้นเราควรแสดงธรรมแก่เขา ต่อแต่นั้นพระองค์จึงทรงแสดงธรรมให้ฟัง พอสรุปเป็นใจความได้ดังนี้
     คนเรามีธาตุ 6 มีที่สัมผัส 6 มีที่หน่วงนึกของใจ 18 มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ 4 ไม่มีกิเลสเครื่องหมักหมม บัณฑิตเรียกว่ามุนีผู้สงบแล้ว ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น
     ต่อจากนั้น ทรงขยายความของธรรมเหล่านั้นโดยละเอียด จนถึงความไม่ยึดมั่นในร่างกายตัวตนว่าเป็นเราเป็นเขาในที่สุด
     เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบลง ท่านปุกกุสาติจึงแน่ใจว่า ผู้ที่แสดงธรรมให้ตนฟังอยู่ขณะนี้ คือพระศาสดาที่ตนบวชอุทิศนั่นเอง จึงลุกจากที่นั่งห่มจีวรเฉวียงบ่าซบศรีษะลงแทบพระบาทพระพุทธเจ้า ขอขมาโทษที่ไม่รู้จัก จึงมิได้แสดงคารวะธรรม พระพุทธองค์ทรงอดโทษแล้ว ท่านปุกกุสาติจึงขอบวชต่อพระพุทธองค์ แต่บาตรและจีวรของท่านมีไม่ครบทรงให้ท่านปุกกุสาติไปแสวงหาให้ครบก่อน
     เมื่อท่านปุกกุสาติกำลังแสวงหาจีวรอยู่นั้น แม่โคได้ขวิดท่านตาย แต่เพราะท่านเป็นพระอนาคามีแล้วจึงจะนิพพานในภพต่อไป

ขยายความ
ธาตุ 6 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ
ที่สัมผัส 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ที่หน่วงนึกของใจ 18 คือ คนเห็นรูปด้วยตาแล้วเกิดความดีใจ 1
เกิดความเสียใจ (ไม่ชอบใจ 1) เกิดความเฉย ๆ 1 เมื่อ 3x6เท่ากับ 18
     เหตุที่ท่านปุกกุสาติไม่ได้บวช เพราะไม่เคยถวายจีวรไว้ก่อน แม้ท่านจะบำเพ็ญบารมีด้านอื่น ๆ จนเต็ม สามารถเป็นพระอนาคามีได้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธเราจึงควรจะพยายามสร้าง บารมีให้ครบทุกบารมี



     

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

จะเทศนาต้องดูนิสัยคน

     พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริกอัมพวัน ใกล้เมือง นาลันทา ครั้งนั้นผู้ใหญ่บ้านมีนามว่าอสิพันธ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลถามความข้องใจของตนว่า
     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงเกื้อกูลและอนุเคราะห์สัตว์โลกโดยทั่วหน้าอยู่มิใช่หรือ ?
     “อย่างนั้นสิ อสิพันธ์ ! ตถาคตย่อมเกื้อกูลและอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งหลายโดยทั่วหน้าอยู่”
     “ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดพระองค์จึงทรงแสดงธรรม แก่คนบางพวกและไม่ทรงแสดงธรรมแก่คนบางพวกเล่า พระเจ้าข้า?
     “อสิพันธ์ ! ถ้าอย่างนั้นเราจะขอถามท่าน ท่านเห็นควรอย่างใด จงตอบอย่างนั้น ที่นาของชาวนาในโลกนี้ มีอยู่ 3 ชนิดคือ
     - นาดี
     - นาปานกลาง
     - นาเลว
     นาเลวมีดินเหลว เค็ม และพื้นดินเลว ท่านเห็นอย่างไร เมื่อชาวนาต้องการจะปลูกข้าว เขาควรจะปลูกข้าวในนาชนิดไหนก่อนเล่า ?
     นายบ้านกราบทูลว่า
     “ควรปลูกในนาดีก่อน ต่อแต่นั้นจึงหว่านในนาปานกลาง ส่วนในนาเลวซึ่งมีดินเหลว เค็ม พื้นดินเลวนั้น จะปลูกบ้างหรือไม่ปลูกบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะในที่สุดก็จะเป็นอาหารของโคพระเจ้าข้า”
     “อสิพันธ์ ! เปรียบเหมือนนาดีฉันใด เราย่อมแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่ภิกษุและภิกษุณีของเราก่อน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
     ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้ มีเราเป็นที่พึ่งเป็นสรณะอยู่
     อสิพันธ์ ! นาเลวมีดินเหลว เค็ม พื้นดินเลวฉันใด เราย่อมแสดงธรรม......แก่อัญญเดียรถีย์ สมณะ พราหมณ์และ ปริพาชกของเราเหล่านั้น ในที่สุดฉันนั้น
     เพราะท่านเหล่านั้น จะพึงรู้ธรรมแม้บทเดียว ความรู้ของท่านเหล่านั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่เขาสิ้นกาลนาน..... ”
     เมื่อจบพระธรรมเทศนา ผู้ใหญ่บ้านอสิพันธ์ชื่นชม และแสดงตนเป็นอุบาสกตลอดชีวิต.

ขยายความ พระสูตรนี้ ได้ให้ข้อคิดแก่นักธรรมะ ที่เป็นนักเทศน์หรือครูอาจารย์ที่สอนธรรมะแก่ผู้อื่นได้อย่างดีว่า แม้แต่พระพุทธองค์ ซึ่งเป็นยอดแห่งผู้ฝึกสอนคนยังทรงต้องเลือกสอนคน แล้วเราเป็นอะไร จึงคิดว่าจะสอนคนได้ทุกคน ?
     ในการสอนธรรมะคนนั้น ควรจะมีองค์ประกอบสัก 3 ประการ คือ
-     ความรู้ของเรามีพอที่จะสอนเขาได้เพียงไร
-     กาลเทศะและบุคคล ที่จะรับคำสอน
-     พื้นฐานของคนที่รับสอนนั้น มีบารมีหรือนิสัยหรือไม่ ?
     ในการแสดงธรรมของพระพุทธองค์นั้น ทรงมุ่งมรรคผลเป็นสำคัญ ที่บางครั้งทรงรอเวลา ก็เพื่อให้บารมีของผู้รับฟังเต็มเปี่ยมก่อน มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล หรือหากจะได้ผลก็เสียเวลามากเกินเหตุ
     นักแสดงธรรมทุกวันนี้ ส่วนมากใช้วิธีเหวี่ยงแหเดาสุ่ม ผลจึงเกือบจะไม่มีเลย ที่สำคัญก็คือ ผู้สอนธรรมส่วนมาก มักลอกแบบหรือฝีปากคนอื่น แทนที่จะสร้างให้มีคุณธรรมอันเกิดขึ้นในจิตของตนเองก่อนแล้วค่อยคิดสอนผู้อื่น ด้วยเหตุนี้การสอนธรรมจึงล้มเหลวตลอดมา
     ผู้สอนตนเองได้แล้ว จึงควรสอนผู้อื่น





วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทางเสื่อมและทางเจริญ (จบ)

ทิศ6
1.ทิศเบื้องหน้า   (ปุรัตถิม)  มารดา บิดา
2.ทิศเบื้องขวา    (ทักษิณ)  ครู อาจารย์
3.ทิศเบื้องหลัง   (ปัจฉิม)    บุตร ภรรยา
4.ทิศเบื้องซ้าย   (อุตตร)     มิตร
5.ทิศเบื้องต่ำ     (เหฏฐิม)   คนงาน
6.ทิศเบื้องบน     (อุปริม)     สมณะ

ทิศเบื้องหน้า
(ลูกจะต้องปฏิบัติพ่อแม่ 5)
1.ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว ต้องเลี้ยงท่านตอบแทน
2.รับทำธุระกิจของท่าน
3.รักษาชื่อเสียงของวงค์สกุล
4.ทำตนให้ควรแก่การรับมรดก
5.เมื่อท่านล่วงลับ ต้องทำบุญอุทิศให้ท่าน

(พ่อแม่ต้องอนุเคราะห์ลูก 5)
1.ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
2.ให้ทำแต่ความดี
3.ส่งเสริมให้ศึกษาเล่าเรียน
4.หาภรรยาที่ดีให้
5.มอบทรัพย์ให้ในโอกาสอันควร

ทิศเบื้องขวา
(ศิษย์ต้องปฏิบัติครู อาจารย์ 5)
1.ด้วยลุกขึ้นยืนต้อนรับ
2.ด้วยเข้าไปคอยรับใช้
3.ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งสอน
4.ด้วยการปรนนิบัติท่าน
5.ด้วยการเล่าเรียนโดยเคารพ

(ครู อาจารย์ต้องอนุเคราะห์ศิษย์ 5)
1.แนะนำดี
2.ให้เรียนดี
3.ไม่บิดบังวิชาความรู้
4.ยกย่องในหมู่เพื่อนฝูง
5.ทำความป้องกันในที่ต่าง ๆ

ทิศเบื้องหลัง
(สามีต้องปฏิบัติภรรยา 5)
1.ด้วยการยกย่องว่าเป็นภรรยา
2.ด้วยไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม
3.ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
4.ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
5.ด้วยให้เครื่องแต่งตัว

(ภรรยาต้องปฏิบัติต่อสามี 5)
1.จัดการงานในบ้านเรือนดี
2.สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี
3.ไม่ประพฤตินอกใจสามี
4.รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้
5.ไม่เกียจคร้านในการงานทุกสิ่ง

ทิศเบื้องซ้าย
(มิตรต้องปฏิบัติต่อมิตร 5)
1.ด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน
2.ด้วยการเจรจาถ้อยคำไพเราะ
3.ด้วยการทำประโยชน์ให้เพื่อน
4.ด้วยการวางตนเสมอ
5.ด้วยการไม่พูดเท็จต่อเพื่อน

(มิตรต้องตอบแทนมิตร 5)
1.รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
2.รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
3.เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งอาศัยได้
4.ไม่ทอดทิ้งในยามวิบัติขัดสน
5.นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร

ทิศเบื้องต่ำ
(นายงานต้องปฏิบัติต่อคนงาน 5)
1.ด้วยจัดงานให้ทำตามกำลัง
2.ด้วยให้อาหารและรางวัล
3.ด้วยการรักษาในยามเจ็บไข้
4.ด้วยแจกของที่มีรสแปลกให้กิน
5.ด้วยการปลดปล่อยบางโอกาส

(คนงานต้องปฏิบัติต่อนายงาน 5)
1.ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย
2.เลิกการงานทีหลังนาย
3.ถือเอาแต่ของที่นายให้
4.ทำการงานให้ดียิ่งขึ้น
5.นำคุณของนายไปสรรเสริญ

ทิศเบื้องบน
(บุคคลต้องปฏิบัติต่อสมณะ 5)
1.ทางกาย คือจะกระทำอะไร ๆ ต้องทำด้วยเมตตา
2.ทางวาจา คือจะพูดอะไร ๆ ต้องพูดด้วยเมตตา
3.ทางใจ คือจะคิดอะไร ๆ ต้องคิดด้วยเมตตา
4.ด้วยไม่ปิดประตู คือยินดีต้อนรับ
5.ต้องอุปถัมภ์ด้วยอามิสสิ่งของ

(สมณะต้องอนุเคราะห์บุคคล 6)
1.ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
2.ให้ทำแต่ความดี
3.อนุเคราะห์ด้วยจิตเมตตา
4.ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
5.ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
6.บอกทางสวรรค์ให้
     เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงความหมายของทิศ 6 จบลง สิงคาลกะมีความเลื่อมใส ขอถึงพระรัตนไตรเป็นที่พึ่ง ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกตลอดชีวิต


วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

ทางเสื่อมและทางเจริญ(2)

ข้ออ้างของคนเกียจคร้าน 6
1.มักอ้างว่า หนาวนัก    แล้วไม่ทำการงาน
2.มักอ้างว่า ร้อนนัก      แล้วไม่ทำการงาน
3.มักอ้างว่า เย็นแล้ว     แล้วไม่ทำการงาน
4.มักอ้างว่า ยังเช้าอยู่    แล้วไม่ทำการงาน
5.มักอ้างว่า หิวนัก        แล้วไม่ทำการงาน
6.มักอ้างว่า กระหายนัก  แล้วไม่ทำการงาน

คนเทียมมิตร 4
1.คนปอกลอก
2.คนดีแต่พูด
3.คนหัวประจบ
4.คนชักชวนในทางเสื่อม

คนปอกลอก 4
1.คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
2.เสียแต่น้อย คิดเอาให้ได้มาก
3.ไม่ช่วยเพื่อนในคราวมีภัย
4.คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตน

คนดีแต่พูด 4
1.เก็บเอาสิ่งที่ล่วงแล้วมาพูด
2.อ้างเอาสิ่งที่ยังไม่มีมาพูด
3.ช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
4.ออกปากพึ่งพาไม่ได้

คนหัวประจบ 4
1.ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว
2.ตามใจเพื่อนให้ทำความดี
3.ต่อหน้าสรรเสริญ
4.ลับหลังนินทา

คนชักชวนในทางเสื่อม 4
1.ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา
2.ชักชวนให้เที่ยวกลางคืน
3.ชักชวนให้เที่ยวดูมหรสพ
4.ชักชวนให้เล่นการพนัน

มิตรแท้ 4
1.มิตรมีอุปการะ
2.มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข
3.มิตรแนะประโยชน์
4.มิตรมีความรักใคร่

มิตรมีอุปการะ 4
1.ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
2.ป้องกันทรัพย์สินของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
3.เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
4.เมื่อมีกิจ ให้มากกว่าที่ออกปาก

มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข 4
1.บอกความลับของตนแก่เพื่อน
2.ปิดความลับของเพื่อนไว้
3.ไม่ยอมละทิ้งในยามวิบัติ
4.แม้ชีวิตก็อาจสละให้เพื่อนได้

มิตรแนะประโยชน์ 4
1.ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
2.แนะนำให้ทำความดี
3.ให้ได้ฟังสิ่งทียังไม่เคยฟัง
4.บอกทางสวรรค์ให้

มิตรมีความรักใคร่ 4
1.ไม่ยินดีเมื่อเพื่อนเสื่อม
2.ยินดีเมื่อเพื่อนได้ดี
3.โต้ตอบคนที่ตำหนิเพื่อน
4.รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน


วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทางเสื่อมและทางเจริญ

     พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระพุทธองค์เสด็จออกบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ในระหว่างทางทรงพบกับสิงคาลกะลูกเศรษฐีมีผมเปียก มีผ้าชุ่มด้วยน้ำ กำลังไหว้ทิศทั้ง 6 อยู่
     พระพุทธองค์ได้ตรัสถาม ถึงความมุ่งหมายในการไหว้ทิศ เขากราบทูลว่าบิดาได้สั่งไว้ว่า ให้ไหว้ทิศ 6 ในเวลาเช้ามืดทุกวัน ด้วยความเคารพในคำสั่งสอนของบิดา เขาจึงลุกขึ้นไหว้ทิศทุกวัน แต่ไม่รู้ความมุ่งหมาย
     พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำว่า การไหว้ทิศทั้ง 6 นั้น เป็นการกระทำที่ชอบแล้ว แต่ควรจะรู้ความมุ่งหมาย ในการไหว้ทิศอย่างถูกต้องด้วย เขาเกิดความสนใจจึงกราบทูลให้ทรงแสดงความหมาย ของการไหว้ทิศอย่างถูกต้อง ทรงแสดงพอสรุปดังนี้

เหตุแห่งความเสื่อม 6
     1. ดื่มน้ำเมา
     2. เที่ยวกลางคืน
     3. เที่ยวดูการเล่น
     4. เล่นการพนัน
     5. คบคนชั่วเป็นมิตร

โทษของการดื่มน้ำเมา 6
     1. เสียทรัพย์
     2. ก่อการทะเลาะวิวาท
     3. เป็นบ่อเกิดของโรค
     4. ต้องติเตียน
     5. ไม่รู้จักอาย
     6. ทอนกำลังปัญญา

โทษของการเที่ยวกลางคืน 6
1.   ชื่อว่าไม่รักษาตัว
2.   ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย
3.   ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
4.   เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย
5.   มักจะถูกใส่ความ
6.   ได้รับความลำบากมาก

โทษของการดูการเล่น 6

1. รำที่ไหนไปที่นั่น
2. ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
3. ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น
4. เสภาที่ไหนไปที่นั่น
5. เพลงที่ไหนไปที่นั่น
6. เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น


โทษของการเล่นการพนัน

1.ผู้ชนะย่อมก่อเวร
2.ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
3.ทรัพย์สินย่อมหมดไป
4.ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ
5.เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน
6.ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย

โทษของการคบคนชั่ว 6

1.นำให้เป็นนักเลงการพนัน
2.นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
3.นำให้เป็นนักเลงเหล้า
4.นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม
5.นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้า
6.นำให้เป็นนักเลงหัวไม้





วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พุทธพจน์

     “ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ
     การได้เห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การได้ฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี แต่ละอย่าง ๆ เรากล่าวว่ามีอุปการะมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร
     เพราะว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้ว ย่อมหลีกออกอยู่ด้วย 2 วิธี คือ หลีกออกด้วยกายหนึ่ง หลีกออกด้วยจิตหนึ่ง เมื่อเธอหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น”

ต่อไปนี้เป็นการนำเสนอ ภาคพระสูตร จะเสนอไปเรื่อย ๆ ครับ

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

คุณของอานาปานสติ

     พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวันเมืองเวสาลี ได้ตรัสคุณของ อานาปานสติ แก่ภิกษุทั้งหลายไว้ดังนี้
   "ภิกษุทั้งหลาย ! แม้สมาธิในอานาปานสตินี้แล อันภิกษุอบรมทำให้มากแล้วย่อมเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานสงบไปได้โดยฉับพลัน ดุจละอองแห่งฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นในเดือนท้ายฤดูร้อน ฝนใหญ่ที่ตกในสมัยมิใช่ฤดูกาล ย่อมยังละอองและฝุ่นนั้น ๆ ให้อันตรธารสงบไปได้โดยฉับพลัน ฉะนั้น
     ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุอบรมอย่างไร ทำให้มากอย่างไร จึงเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็นอยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธารสงบไปโดยฉับพลัน
     ภิกษุทั้งหลาย !ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ตาม อยู่ ณ โคนไม้ก็ตามอยู่ในสถานที่สงัดก็ตาม นั่งคู้บัลลังค์ตั้งกายตรง ดำรงสติบ่ายหน้าสู่กรรมฐาน
     ภิกษุนั้นย่อมมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกว่าหายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกว่าหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกว่าหายใจออกสั้น
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมทั้งปวงหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งปิติหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักรู้แจ้งซึ่งปิติหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งสุขหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักรู้แจ้งซึ่งสุขหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักรู้แจ้งซึ่งจิตสังขารหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับจิตสังขารหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งจิตหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักรู้แจ้งซึ่งจิตหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิงหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตไว้มั่นหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตไว้มั่นหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักปล่อยจิตหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักปล่อยจิตหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นธรรมอันไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นธรรมอันไม่เที่ยงหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นวิราคะหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นวิราคะหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นนิโรธหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นนิโรธหายใจออก
     ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจออก
     ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุอบรมแล้วอย่างนี้แล ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธารสงบไปได้โดยฉับพลัน"

     หมดบทความเรื่องพระไตรปิฎก ภาคพระวินัย จากหนังสือพระไตรปิฎก ฉบับสาระแล้วครับ ซึ่งจัดทำโดยธรรมรักษา ซึ่งไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผมเห็นว่าดีเลยนำมาเสนอ ทุกท่าน โดยนั่งพิมพ์มาเรื่อย ๆ ขอบคุณที่ติดตามครับ

















อานาปานสติสูตร (ตอนจบ)

ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้      พระเถระผู้มีนามปรากฏในพระสูตรนี้ เป็นพระเถระยุคต้นพุทธกาล เป็นเอตทัคคสาวก ในจำนวน 43 ท่าน การที่นำเอาชื่อพร...