วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระไม่รู้จักพระ

     พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกพระองค์เดียว ไปยังมคธชนบท ทรงแวะยังกรุงราชคฤห์เสด็จเข้าไปหานายภัคควะ ซึ่งเป็นนายช่างปั้นหม้อขาย ทรงขอพักในโรงปั้นหม้อสักคืนหนึ่ง ซึ่งนายภัคควะก็ยินดี แต่ในโรงปั้นหม้อนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งพักอยู่ก่อน ถ้าท่านอนุญาตก็นิมนต์พักเถิด
     ภิกษุที่มาพักอยู่มีชื่อว่า “ปุกกุสาติ” ท่านเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส จึงออกบวชมุ่งอุทิศพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธา แต่ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปที่โรงปั้นหม้อ จึงตรัสกะท่านปุกกุสาติว่า
     “ภิกษุ ! ถ้าไม่เป็นความหนักใจแก่ท่าน เราจะขอพักในโรงปั้นหม้อสักคืนเถิด”
     ท่านปุกกุสาติตอบว่า
     “ท่านผู้มีอายุ โรงของช่างหม้อกว้างขวาง นิมนต์ท่านผู้มีอายุพักตามสบายเถิด”
     พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปภายใน ทรงลาดหญ้าเป็นที่ประทับส่วนหนึ่ง ประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติเฉพาะหน้า ทรงประทับนั่งอยู่จนดึกแม้ท่านพระปุกกุสาติก็นั่งสมาธิจนดึกเช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงดำริว่า ท่านผู้นี้ประพฤติน่าเลื่อมใสหนอ เราควรจะถามดูบ้าง จึงตรัสถามขึ้นว่า
     “ภิกษุ ! ท่านบวชอุทิศใคร หรือว่าใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?
     ท่านปุกกุสาติตอบว่า
     “ท่านผู้มีอายุ มี พระสมณโคดมผู้ศากยบุตร เสด็จออกผนวชแล้ว ก็พระสมณโคดมผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ...เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมดังนี้ ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของท่าน”
     “ภิกษุ ! ก็เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่ไหน ?
     “ทรงประทับอยู่ที่นครสาวัตถี ผู้มีอายุ”
     “ภิกษุ ! ก็ท่านเคยเห็นพระองค์แล้วหรือ ?
     “ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น และไม่เคยรู้จักเลย ท่านผู้มีอายุ”
     พระพุทธองค์มีพระดำริว่า กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา ฉะนั้นเราควรแสดงธรรมแก่เขา ต่อแต่นั้นพระองค์จึงทรงแสดงธรรมให้ฟัง พอสรุปเป็นใจความได้ดังนี้
     คนเรามีธาตุ 6 มีที่สัมผัส 6 มีที่หน่วงนึกของใจ 18 มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ 4 ไม่มีกิเลสเครื่องหมักหมม บัณฑิตเรียกว่ามุนีผู้สงบแล้ว ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น
     ต่อจากนั้น ทรงขยายความของธรรมเหล่านั้นโดยละเอียด จนถึงความไม่ยึดมั่นในร่างกายตัวตนว่าเป็นเราเป็นเขาในที่สุด
     เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบลง ท่านปุกกุสาติจึงแน่ใจว่า ผู้ที่แสดงธรรมให้ตนฟังอยู่ขณะนี้ คือพระศาสดาที่ตนบวชอุทิศนั่นเอง จึงลุกจากที่นั่งห่มจีวรเฉวียงบ่าซบศรีษะลงแทบพระบาทพระพุทธเจ้า ขอขมาโทษที่ไม่รู้จัก จึงมิได้แสดงคารวะธรรม พระพุทธองค์ทรงอดโทษแล้ว ท่านปุกกุสาติจึงขอบวชต่อพระพุทธองค์ แต่บาตรและจีวรของท่านมีไม่ครบทรงให้ท่านปุกกุสาติไปแสวงหาให้ครบก่อน
     เมื่อท่านปุกกุสาติกำลังแสวงหาจีวรอยู่นั้น แม่โคได้ขวิดท่านตาย แต่เพราะท่านเป็นพระอนาคามีแล้วจึงจะนิพพานในภพต่อไป

ขยายความ
ธาตุ 6 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ
ที่สัมผัส 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ที่หน่วงนึกของใจ 18 คือ คนเห็นรูปด้วยตาแล้วเกิดความดีใจ 1
เกิดความเสียใจ (ไม่ชอบใจ 1) เกิดความเฉย ๆ 1 เมื่อ 3x6เท่ากับ 18
     เหตุที่ท่านปุกกุสาติไม่ได้บวช เพราะไม่เคยถวายจีวรไว้ก่อน แม้ท่านจะบำเพ็ญบารมีด้านอื่น ๆ จนเต็ม สามารถเป็นพระอนาคามีได้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธเราจึงควรจะพยายามสร้าง บารมีให้ครบทุกบารมี



     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อานาปานสติสูตร (ตอนจบ)

ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้      พระเถระผู้มีนามปรากฏในพระสูตรนี้ เป็นพระเถระยุคต้นพุทธกาล เป็นเอตทัคคสาวก ในจำนวน 43 ท่าน การที่นำเอาชื่อพร...