พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านเวฬุวคามเมืองเวสาลี รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายจำพรรษารอบ ๆ เมืองเวสาลี นับเป็นพรรษาสุดท้าย
ก่อนปรินิพพานของพระพุทธองค์ ในพรรษานั้นทรงประชวรหนัก ใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
แต่ทรงใช้ความเพียรขับไล่อาพาธจนหาย
พระอานนท์เห็นพระโรคของพระพุทธองค์แล้ว ได้กราบทูลหลังทรงหายประชวรแล้วว่า
“..กายของข้าพระองค์
ประหนึ่งจะงอมระงมไป แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฎแก่ข้าพระองค์... ก็แต่ว่า
ข้าพระองค์มีความเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า พระผู้มีพระภาคจักยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน
จนกว่าจะได้ทรงปรารภภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสพระพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง(ก่อน)
อานนท์
! ภิกษุสงฆ์ยังจะหวังอะไรในเราเล่า
ธรรมอันเราได้แสดงแล้วกระทำไม่ให้มีในมีนอก กำมืออาจารย์ในธรรมทั้งหลาย
มิได้มีแก่ตถาคต
ผู้ใดจะพึงคิดอย่างนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์
หรือว่าภิกษุสงฆ์จักเชิดชูเรา ผู้นั้นจะพึงปรารภภิกษุสงฆ์ แล้วกล่าวคำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่
อานนท์ ! ตถาคตมิได้มีความดำริอย่างนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์ หรือว่าภิกษุสงฆ์จักเชิดชูเรา ตถาคตจักปรารภภิกษุสงฆ์แล้ว
กล่าวคำอย่างใดอย่างหนึ่งในคราวหนึ่ง
อานนท์
! บัดนี้เราแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว
วัยของเราเป็นมาถึง 80 ปีแล้ว เกวียนเก่ายังจะใช้ไปได้ เพราะการซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่
แม้ฉันใด กายของตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังเป็นไปได้ก็คล้ายกับเกวียนเก่าที่ซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่”
ขยายความ จากพระสูตรนี้ ให้แง่คิดแก่ชาวพุทธ 2
ประการคือ พระพุทธเจ้ามิได้มีความลับอะไรแก่สาวก บรรดาหลักธรรมคำสอนใด ๆ
มิได้ทรงปกปิดไว้เฉพาะองค์ หรือมิได้ทรงคิดว่า
จะเอาไว้แสดงในวาระสุดท้าย แห่งพระชนม์ชีพก็หามิได้ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธทุกท่าน
ควรจะภูมิใจที่เรามีพระศาสดาที่ทรงมีน้ำพระทัยเมตตาและกรุณาถึงที่สุดจริง
อีกประการหนึ่ง
สังขารร่างกายของพระองค์ ก็มิได้แตกต่างจากพวกเราเลย ทรงมีพระอาการแก่ เจ็บ ทรมาน
และปรินิพพาน เช่นกับเราทุกประการ
ดังนั้นพระธรรมและวินัย
ที่ทรงบัญญัติและสั่งสอนจึงมิได้เป็นที่เหลือวิสัยของชาวพุทธทุกคน
ที่จะทำตามได้อย่างแน่นอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น